การรวมตัวเป็นวัดศาลา

     ในอดีตนั้น อุโบสถจะไม่มีการขอพระราชทานวิสุงคามสีมาดั่งเช่นปัจจุบัน ไม่จำเป็นที่จะต้องมีอุโบสถทุกวัด เนื่องจากจะมีการแบ่งสายหัวหมวดวัดต่างๆขึ้นตามเหตุผลต่างกันเช่น กรณีวัดศาลาหลวงเป็นวัดแรกของชุมชนกลุ่มนี้แล้วมีการขยายตัวของชุมชนและการแบ่งศาสนาสมบัติหรือลูกศิษย์ของวัดศาลาหลวงได้แยกตัวไปสร้างวัดใหม่โดยใช้จารีตพิธีกรรมความเชื่อเดิม จากวัดศาลาหลวงหรือเรียกว่า วัดเก๊า แยกออกมา ๕ วัดรวมวัดศาลาหลวงเป็น ๖ วัดเป็นหนึ่งหัวหมวดอุโบสถวัดศาลาหลวงซึ่งสืบทอดกันมาแต่โบราณตราบถึงปัจจุบัน โดยใช้อุโบสถร่วมกันเพียงแห่งเดียวคืออุโบสถต้งจ๊างฮ้าว (บ้างก็เรียกหนองฆ้องคำ) กลางป่าแพะห่างจากวัดศาลาหลวงประมาณ ๕ กิโลเมตรซึ่งปัจจุบันถูกทิ้งร้างไว้เนื่องจากกฎของมหาเถรสมาคมปัจจุบันได้มีกำหนดให้แต่ละวัดต้องมีการขอพระราชทานวิสุงคามสีมาเพื่อจะได้เป็นวัดที่สมบูรณ์ตามแบบกลาง ซึ่งก็น่าเสียดายว่าเรื่องราวที่เป็นจารีตเดิมของสงฆ์ก็หายไปด้วย

    ด้วยเหตุที่เป็นชุมชนเดิมแรกเริ่มและการที่มีหัวหมวดอุโบสถวัดศาลาหลวงจึงเป็นเหตุให้มีการเติมคำนำหน้าชื่อวัดต่างๆด้วยคำว่า ศาลา เพื่อหมายจำว่าเป็นกลุ่มหรือหัวหมวดวัดศาลาหลวงดังนี้ทุกวัดคือ วัดบ้านหม้อเป็นวัดศาลาหม้อ วัดดอกบัวบกเป็นวัดศาลาบัวบก วัดบ้านเม็งเป็นวัดศาลาเม็ง วัดดงลาน(บ้านสันป่าเป้า)เป็นวัดศาลาดงลาน เป็นต้น

    ส่วนกรณีวัดท่าไม้ศรีหรือศาลาไชยนั้นเป็นวัดที่สร้างหลังสุดในกลุ่มวัดศาลาทั้ง ๖ วัด แต่เดิมวัดศาลาหลวงมีชื่อเรียกต่างๆมากมายแต่จะมีการแต่งแต้มเสริมให้ดูงามบางครั้งชื่อ วัดศาลาคามวาสี ซึ่งสื่อความหมายถึงวัดที่มีมาแต่เดิมก่อน เมื่อชุมชนท่าไม้ศรีสร้างวัดขึ้นก็ใช้ชื่อวัดว่า วัดศาลาไชยแทนคำว่า วัดท่าไม้ศรี เนื่องจากแต่เดิมนั้นชุมชนท่าไม้ศรีทั้งหมดเป็นศรัทธาของวัดศาลาหลวงจึงมีการใช้ชื่อที่เป็นมงคลและวัดเก่าวัดแก่ตั้งแต่นั้นมาจวบจนปัจจุบัน